ถ้าพูดถึงเมืองเก่าแล้วก็คงจะต้องนึกถึงจังหวัด “พระนครศรีอยุธยา” แน่นอน ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ของประเทศไทย มีทั้งวัด โบราณสถาน และสถานที่สำคัญมากมาย ที่สามารถท่องเที่ยวได้ภายใน 1 วัน แถมใกล้กรุงเทพอีกด้วย จะมีที่ไหนน่าสนใจบ้าง ตามเจ้าสิงโตไปดูกันเล๊ยยย🦁💨💨


#Django150
#PeugeotDJANGO
#PeugeotMotocycles
#PeugeotMotocyclesThailand
#PeugeotDJANGOshareshoes

วัดไชยวัฒนาราม
เป็นเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนปลาย ตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2173 โดยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองเพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายพระราชมารดา สถาปัตยกรรมการก่อสร้างไม่เหมือนวัดอื่นในอยุธยา บางส่วนรับอิทธิพลมาจากศิลปะขอม โดยจำลองมาจากปราสาทนครวัด คือ มีปรางค์ประธานและปรางค์มุมอยู่บนฐานเดียวกัน บริเวณตรงกลางของพื้นที่ และรายล้อมด้วยปรางค์บริวารอีกสี่องค์
วัดไชยวัฒนาราม มีปรางค์ประธานและปรางค์มุมอยู่บนฐานเดียวกัน พระปรางค์ประธานนำรูปแบบของพระปรางค์สมัยอยุธยาตอนต้นมาก่อสร้าง แต่ปรางค์ประธานที่วัดไชยวัฒนารามทำมุขทิศยื่นออกมามากกว่า บนยอดองค์พระปรางค์ใหญ่อาจเคยประดิษฐานพระเจดีย์ขนาดเล็ก สื่อถึงพระเจดีย์จุฬามณีบนยอดเขาพระสุเมรุ เป็นวัดหลวงที่บำเพ็ญพระราชกุศลของพระมหากษัตริย์สืบต่อมา หลังจากนั้นทุกพระองค์ จึงได้รับการปฏิสังขรณ์สืบต่อมาทุกรัชสมัย เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงศพพระบรมวงศานุวงศ์เกือบทุกพระองค์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสิ้นพระชนม์ก็ได้ถวายพระเพลิงที่วัดนี้ด้วย บริเวณรอบพระปรางค์ใหญ่จะล้อมรอบไปด้วยระเบียงคตที่เดิมนั้นมีหลังคา ภายในระเบียงคตประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยที่เคยลงรักปิดทองจำนวน 120 องค์ เป็นเสมือนกำแพงเขตศักดิ์สิทธิ์ ตามแนวระเบียงคตตรงทิศทั้งแปดสร้างเมรุทิศ และเมรุมุม
พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
อยู่ในลักษณะทรงม้าศึก ประดิษฐานบนแท่นฐานและลานหินสีขาว องค์พระบรมรูปขนาด 3 เท่า จำลองเหตุการณ์ตอนทรงม้าออกมาสังหารลักไวทำมูทหารเอกของพระเจ้าหงสาวดี ลานบันสร้างด้วยหินอ่อนและหินแกรนิต มีไก่ตัวผู้หรือไก่ชนที่ประชาชนนำมาสักการะพระองค์ท่านมากมาย รอบฐานสลักภาพนูนต่ำบรรยายพระราชประวัติและวีรกรรมสำคัญรวม 11 ภาพ อาทิ ตอนชนไก่ในกรุงหงสาวดี ตอนยิงพระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง พระแสดงดาบคายค่าย เหตุการณ์สังหารลักไวทำมู และตอนประกาศอิสรภาพ ณ เมืองแครง เป็นต้นซึ่งใครที่อยากรับทราบพระราชประวัติอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ก็สามารถเข้าไปศึกษาได้ที่อาคารพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ซึ่งบริเวณนี้เรียกว่าทุ่งภูเขาทอง ในอดีตเคยเป็นสมรภูมิรบหลายครั้งหลายคราว วีรบุรุษของไทยนับไม่ถ้วนได้เสียสละชีวิตเลือดเนื้อเพื่อปกป้องอธิปไตยและดำรงไว้ซึ่งความเป็นไท เมื่อ พ.ศ. 2129 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทรงกระทำศึกอย่างเหี้ยมหาญไม่ไกลจากทุ่งมะขามหย่อง อันเป็นที่ตั้งของพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย คือสมรภูมิรบไทย-พม่าที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง เรียกว่า ทุ่งภูเขาทอง อันเป็นผืนแผ่นดินที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทรงกระทำศึกอย่างเหี้ยมหาญ จนมีชัยชนะเหนือกองทัพพพม่า เมื่อ พ.ศ. 2129 พื้นที่นี้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและรำลึกถึงมหาวีรกรรมในครั้งนั้น และเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในมหามงคลเฉลิมฉลองทรงครองราชย์สมบัติครบ 50 ปี และยังได้อนุรักษ์บริเวณประวัติศาสตร์และโบราณสถานสำคัญของชาติซึ่งกลายเป็นจุดท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดด้วยอีกทาง ทั้งนี้ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เสด็จเปิดพระราชานุสาวรีย์ เมื่อวันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2544 บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์มีพื้นที่ทั้งหมด 543 ไร่ มีพื้นที่จัดกิจกรรมและจัดแต่งภูมิทัศน์บริเวณรอบอนุสาวรีย์ให้เป็นสวนสาธารณะพักผ่อนหย่อนใจสำหรับประชาชน
สะพานปรีดี-ธำรง
เป็นสะพานคอนกรีตข้ามแม่น้ำป่าสักเข้าเกาะเมืองอยุธยา แห่งแรก เชื่อมการคมนาคมทางบกมาสู่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2483 สะพานยาว 168.60 เมตร สร้างเสร็จและเปิดใช้เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2486 ตรงกับวันเกิดของ จอมพล.ป พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น โดยมอบหมายให้นาวาเอกถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมมาเป็นประธานพิธีเปิดสะพาน นายกรัฐมนตรีให้ชื่อสะพานนี้ว่า “สะพานปรีดี-ธำรง” เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ชาวอยุธยาที่ได้เป็นผู้บริหารประเทศทั้งสองคน คือ นายปรีดี พนมยงค์ และพลเรือตรี หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ถึงแม้ในปัจจุบัน กรมทางหลวงจะสร้างสะพานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และ สะพานสมเด็จพระเอกาทศรถ เพื่อใช้งานแทนสะพานแห่งนี้ แต่สะพานแห่งนี้ก็ยังคงความสง่างาม และยังใช้งานให้เฉพาะรถยนต์ขนาดเล็ก และรถจักรยานยนต์สัญจรอยู่
วัดพระราม
ตั้งอยู่นอกเขตพระบรมมหาราชวังทางด้านทิศตะวันออก ใกล้กับบึงพระรามใจกลางพระนคร ตรงข้ามกับวิหารพระมงคลบพิตร ตำบลประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นวัดที่ใหญ่โตกว้างขวาง มีองค์พระปรางค์ขนาดใหญ่เห็นเด่นชัดแต่ไกล องค์พระปรางค์ก่อด้วยอิฐสอปูน (นำปูนสอมาเชื่อมอิฐหรือหินให้ติดกัน) เป็นสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนต้นที่นิยมทำศาสนสถานเป็นพระปรางค์ เพราะได้รับอิทธิพลแบบเขมรโบราณจากเมืองละโว้ (ลพบุรี) ปัจจุบันเหลือเพียงแต่ซากปรักหักพัง โดยมีการระบุถึงประวัติของวัดดังกล่าวในพระราชพงศาวดารว่า “ศักราช 731 ปีระกา (ค.ศ. 1369) พ.ศ. 1912 มีการก่อสร้างวัดพระราม ปีนั้นสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) เสด็จสวรรคต จากบันทึกดังกล่าว อาจระบุได้ว่าวัดพระรามสร้างขึ้นในสมัยของสมเด็จพระราเมศวร เพื่อทรงใช้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระเจ้าอู่ทอง(พระราชบิดา) องค์ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา และพื้นที่บริเวณนี้ยังเคยเป็นที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระเจ้าอู่ทองอีกด้วย
สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นที่สุดของวัดพระรามคือ องค์พระปรางค์ประธานที่ยังคงเหลือร่องรอยการประดับตกแต่งให้ได้ยลกันอยู่บ้าง องค์พระปรางค์ประธานเป็นทรงฝักข้าวโพด ด้านบนสันนิษฐานว่าเคยประดับด้วยยอดพระปรางค์ มีพระปรางค์คู่ขนานข้างทางทิศเหนือและทิศใต้ ล้อมรอบด้วยระเบียงคดที่มีพระปรางค์ทรงยอดแหลมประดับอยู่ทั้งสี่ทิศ พระวิหารตั้งอยู่ด้านหน้า พระอุโบสถตั้งอยู่ด้านหลัง ซุ้มปรางค์ตกแต่งด้วยลายปูนปั้นรูปสัตว์จากหิมพานต์ โครงสร้างภายในก่ออิฐถือปูนมีจิตรกรรมฝาผนังทั้งสองด้าน เป็นภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งปางมารวิชัยบนบัลลังก์ และภาพเกี่ยวกับพุทธประวัติ สีที่ใช้มีสีแดง สีคราม สีเหลืองและสีดำ เป็นภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยาตอนต้น ซึ่งปัจจุบันนี้ลบเลือนไปมากแล้ว นอกจากนี้สถาปัตกรรมที่ยังคงหลงเหลือให้ศึกษาอยู่คือ เจดีย์น้อยใหญ่เรียงรายอยู่ตามแนวระเบียงคดรอบองค์พระปรางค์ประธานประมาณ 28 องค์ มีซากกำแพงอยู่ด้านหนึ่ง มีเสาในพระอุโบสถและซากวิหารอีก 7 หลัง
และใน พ.ศ. 2501 กรมศิลปากรได้ขุดกรุที่วัดพระรามเพื่อทำการบูรณะ ปรากฏว่าพบเจอของมีค่ามากมาย เช่น พระพุทธรูปทองคำ พระพิมพ์แบบอู่ทอง ลูกประคำทองคำ และลูกประคำแก้วผลึกอีกหลายรายการด้วยกัน
ศาลากลางจังหวัดเก่า
ตั้งอยู่ที่ ตำบลประตูชัย อำเภอกรุงเก่า (อำเภอพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน) สร้างเป็นตึก ๓ ชั้น รูปร่างคล้ายตัวที ซึ่งได้ทำการก่อสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๔ สมัยหลวงบริหารชนบท (ส่าน) เป็นข้าหลวงประจำจังหวัด โดยการสนับสนุนจากนายปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลังในสมัยนั้นซึ่งเป็นชาวอยุธยาที่ตัวตึกด้านหน้าศาลากลางจังหวัด ได้ก่อสร้างพระบรมรูปวีรกษัตริย์วีรสตรี ซึ่งได้ประกอบคุณาประโยชน์อย่างใหญ่หลวงแก่กรุงศรีอยุธยาและชาติไทยในครั้งอดีตรวม ๖ พระองค์ คือ
๑.สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) พระหัตถ์ซ้ายถือปราสาทสังข์ปฐมกษัตริย์ผู้สร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อ พ.ศ. ๑๗๙๓
๒.สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถพระหัตถ์ทั้งสองถือประมวลกฎหมายผู้ทรงพระปรีชาสามารถในทางปกครอง
๓.สมเด็จพระศรีสุริโยทัย วีรสตรีซึ่งได้เสด็จออกไปสู้รบกับข้าศึก เมื่อ พ.ศ.๒๐๙๓และได้เสียสละพระชนม์ชีพเพื่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระราชสวามี
๔.สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ. ๒๐๓๓ – พ.ศ. ๒๑๔๘) พระหัตถ์ขวาถือพระแสงของ้าวพระหัตถ์ซ้ายถือพระมาลา ผู้ทรงกอบกู้พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเสียแก่พม่าครั้งแรกและได้สู้รบกับข้าศึกถึง ๗ ครั้ง
๕.สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. ๒๑๙๙ – พ.ศ. ๒๒๓๑) พระหัตถ์ทั้งสองถือพระราชสาสน์ได้ทรงทำสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ เช่น ประเทศฝรั่งเศส ครั้งพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ และทรงนำเอาวัฒนธรรมทางตะวันตกมาเผยแพร่ไว้มากครั้งเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ในรัชสมัยของพระองค์
การค้าขายเจริญรุ่งเรืองมาก
๖.สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (พ.ศ. ๒๑๙๙ – พ.ศ. ๒๓๓๕) พระหัตถ์ทั้งสองถือดาบ ได้ทรงกอบกู้ความเป็นเอกราชไว้ได้ในคราวเสียกรุงครั้งสุดท้าย เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ และย้ายเมืองหลวงไปตั้งที่กรุงธนบุรี
อาคารศาลากลางจังหวัดหลังเดิมได้ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการและบริการประชาชนมาจนมีสภาพชำรุดทรุดโทรมยากแก่การซ่อมบำรุง และไม่สามารถรองรับส่วนราชการประจำจังหวัดได้เพียงพอ ประกอบกับที่ตั้งอยู่ในเขตโครงการนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ซึ่งได้รับการยกย่องจากองค์การสหประชาชาติ ให้เป็นมรดกโลก และกรมศิลปากรได้ซ่อมแซมให้เป็นศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยวจังหวัด จึงมีโครงการย้ายศาลากลางออกไปอยู่นอกพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์แทน
วัดพระศรีสรรเพชญ์ เดิมในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ใช้เป็นที่ประทับ ต่อมาสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงสร้างพระราชมณเฑียรขึ้นใหม่ทางตอนเหนือ แล้วจึงโปรดฯให้ยกเป็นเขตพุทธาวาส เพื่อประกอบพิธีสำคัญต่าง ๆ ของบ้านเมือง จึงเป็นวัดในเขตพระราชวังที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา แตกต่างกับวัดมหาธาตุสุโขทัย ที่มีพระสงฆ์จำพรรษา ทั้งวัดมหาธาตุ สุโขทัย วัดพระศรีสรรเพชญ์ อยุธยา และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ต่างก็ถูกสถาปนาขึ้นในมูลเหตุการสร้างวัดเดียวกันนั่นคือสร้างเพื่อเป็นวัดประจำพระราชวัง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2035 รัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระสถูปเจดีย์องค์ตะวันออก เพื่อบรรจุพระอัฐิของพระราชบิดา สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และพระสถูปเจดีย์องค์กลางเพื่อบรรจุพระอัฐิของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 ผู้เป็นพระเชษฐา

หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2042 พระองค์โปรดให้สร้างพระวิหารหลวงขึ้น

ในปีต่อมา พ.ศ. 2043 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงสร้างพระวิหาร ทรงหล่อพระพุทธรูป ยืนสูง 8 วา (ประมาณ 16 เมตร) หุ้มด้วยทองคำหนัก 286 ชั่ง (ประมาณ 171 กิโลกรัม) ประดิษฐานไว้ในวิหาร ถวายพระนามว่า พระศรีสรรเพชญดาญาณ ต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 1โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายมาประดิษฐานวัดพระเชตุพน และบรรจุชิ้นส่วนซึ่งบูรณะไม่ได้เหล่านั้นไว้ในเจดีย์องค์ใหญ่ที่สร้างขึ้นแล้วพระราชทานชื่อเจดีย์ว่า เจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณ เจดีย์องค์ที่ 3 ถัดมาจากด้านทิศตะวันตกเป็น เจดีย์บรรจุพระอัฐิ ของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ซึ่งสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4(พระหน่อพุทธางกูร) พระราชโอรสได้โปรดให้สร้างขึ้น เจดีย์ทั้งสามองค์นี้เป็นเจดีย์แบบลังกา

ในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรมพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง พระที่นั่งจอมทอง ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กำแพงทางด้านติดกับ วิหารพระมงคลบพิตร เพื่อให้เป็นสถานที่ให้พระสงฆ์บอกเล่าหนังสือพระสงฆ์

ราวรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดหลวงแห่งนี้เป็นครั้งแรก ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาโบราณราชธานินทร์ สมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่าได้ดำเนิน การขุดสมบัติจากกรุภายในเจดีย์ พบพระพุทธรูป เครื่องทอง มากมาย และในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้มีการบูรณะวัดนี้จนมีสภาพที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
สถานีรถไฟอยุธยา
เป็นสถานีรถไฟประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตัวอาคารเดิมสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นอาคารไม้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2464 จึงเปลี่ยนเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังจากเปลี่ยนชื่อจาก “สถานีกรุงเก่า” เป็น “สถานีอยุธยา” ตามพระบรมราชวินิจฉัยในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2460
สถานีรถไฟอยุธยาตั้งอยู่นอกเกาะเมืองฝั่งตะวันออก ริมแม่น้ำป่าสัก เป็นสถานีระดับที่ 1 ขบวนรถไฟทุกขบวน จะจอดรับส่งที่สถานีนี้
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษม
หรือ วังจันทรเกษม หรือ วังหน้า ตั้งอยู่ถนนอู่ทอง ริมแม่น้ำป่าสักมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะเมืองใกล้ตลาดหัวรอ วังจันทรเกษมปรากฎหลักฐานพงศาวดารว่าสร้างในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชประมาณ พ.ศ.2120 เพื่อให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และเคยใช้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระยุพราชและพระมหากษัตริย์หลายพระองค์

เมื่อคราวเสียกรุงในปีพ.ศ.2310 วังนี้ได้ถูกข้าศึกเผาทำลายเสียหายมากและถูกทิ้งร้าง จนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์โปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมพระที่นั่งพิมานรัตยาและพลับพลาจตุรมุขไว้เป็นที่ประทับเมื่อเสด็จประพาสพระนครศรีอยุธยาและพระราชทานนามว่า “พระราชวังจันทรเกษม” เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2436 ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานพระที่นั่งพิมานรัตยาเป็นที่ทำการของมณฑลกรุงเก่าเมื่อพ.ศ. 2442 และจนกระทั่งเมื่อพระยาโบราณราชธานินทร์ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่าจึงได้จัดสร้างอาคารที่ทำการภาคบริเวณกำแพงทางด้านทิศตะวันตกต่อกับทิศใต้ แล้วย้ายที่ว่าการมณฑลจากพระที่นั่งพิมานรัตยามาตั้งที่อาคารที่ทำการภาคในขณะนั้น กรมศิลปากรจึงได้เข้ามาดูแลและจัดทำเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษมจนกระทั่งปัจจุบัน

โบราณสถานโบราณวัตถุที่น่าสนใจในพระราชวังจันทรเกษม มีดังนี้ กำแพงและประตูวัง ปัจจุบันก่อเป็นกำแพงอิฐมีใบเสมา มีประตูด้านละ 1 ประตู รวม 4 ด้าน

พลับพลาจตุรมุข ตั้งอยู่ใกล้ประตูวังด้านทิศตะวันออก เป็นพลับพลาเครื่องไม้ มีมุขด้านหน้า 3 มุข ด้านหลัง 3 มุข เดิมใช้เป็นท้องพระโรงสำหรับออกงานว่าราชการและเป็นที่ประทับ ต่อมากลายเป็นที่จัดแสดงโบราณวัตถุ เรียกว่า อยุธยาพิพิธภัณฑสถาน ปัจจุบันจัดแสดงเครื่องใช้ส่วนพระองค์ที่มีอยู่เดิมภายในพระราชวังนี้
พระเจดีย์ศรีสุริโยทัย
พระเจดีย์แห่งนี้เป็นโบราณสถานที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่งในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เป็นอนุสรณ์สถานของวีรสตรีไทยพระองค์แรก สมเด็จพระสุริโยทัยซึ่งสิ้นพระชนม์ในการทำสงครามยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับพระเจ้าแปรและเป็นการยืนยันเกียรติแห่งสตรีไทยที่ได้รับการยกย่องจากสังคมไทยมาแต่ครั้งบรรพกาล
ในปี พ.ศ. 2091 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิขึ้นครองราชสมบัติมีสมเด็จพระสุริโยทัยเป็นพระมเหสี หลังจากครองราชย์ได้ 7 เดือน พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้และบุเรงนองยกทัพเข้ามาล้อมกรุงศรีอยุธยาโดยผ่านมาทางด้านด่านพระเจดีย์สามองค์จังหวัดกาญจนบุรีและตั้งค่ายล้อมพระนคร สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงช้างออกไปพร้อมกับพระราชโอรส สมเด็จพระสุริโยทัยทรงเป็นห่วงพระราชสวามีจึงได้ทรงเครื่องแบบอย่างนักรบชายประทับช้างตามเสด็จออกไป กองทัพกรุงศรีอยุธยาปะทะกับทัพหน้าของกรุงหงสาวดีซึ่งมีพระเจ้าแปรเป็นแม่ทัพ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของพระเจ้าแปรและบังเอิญช้างทรงเกิดเพลี่ยงพล้ำ สมเด็จพระสุริโยทัยจึงไสช้างพระที่นั่งเข้าขวางพระเจ้าแปรด้วยเกรงว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระราชสวามีจะเป็นอันตราย จนถูกพระแสงของ้าวฟันพระอังสาขาดสะพายแล่งสิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง เมื่อสงครามยุติลงสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงปลงพระศพของพระนางและสถาปนาวัดที่ปลงพระศพขึ้นเป็นวัดสวนหลวงสบสวรรค์ (เดิมชื่อ วัดสบสวรรค์) ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการสอบสวนหาตำแหน่งสถานที่ต่างๆ ที่กล่าวถึงในพระราชพงศาวดารเพื่อเรียบเรียงเป็นหนังสือประชุมพงศาวดารขึ้นทูลเกล้าฯถวาย จึงเป็นเหตุให้ทราบตำแหน่งของวัดสบสวรรค์ ซึ่งยังคงพบเจดีย์แบบย่อไม้สิบสองสูงใหญ่ปรากฏตามที่ตั้งในปัจจุบันนี้ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงขนานนามเรียกชื่อเจดีย์ว่า เจดีย์พระศรีสุริโยทัย
ในปี พ.ศ. 2533 รัฐบาลได้มอบให้กรมศิลปากรและกรป.กลาง ดำเนินการบูรณะซ่อมแซมเสริมรูปทรงพระเจดีย์ที่ชำรุดให้อยู่ในสภาพเดิมและจากการบูรณะ ศิลปากรได้พบวัตถุโบราณ เช่น พระพุทธรูปผลึกแก้วสีขาวปางมารวิชัย พระเจดีย์จำลอง ผอบทองคำบรรจุพระธาตุ เป็นต้น ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา
ความสำคัญอีกอย่างหนึ่งของบริเวณที่ตั้งคือเป็น วังหลัง มาก่อน วังหลังตั้งอยู่ริมกำแพงพระนครศรีอยุธยาด้านทิศตะวันตก ตรงข้ามกับวัดกษัตราธิราช เดิมเป็นอุทยานสำหรับเสด็จประพาสเป็นครั้งคราวเรียกว่า สวนหลวง และมีเพียงตำหนักที่พัก ต่อมาในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเพิ่มเติมเป็นพระราชวังเพื่อให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเอกาทศรถ หลังจากนั้นได้กลายเป็นที่ประทับของเจ้านายในพระราชวงศ์ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของเจดีย์พระศรีสุริโยทัย
วัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา
เป็นโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกแห่งแรกในประเทศไทย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยอาคารหลังแรก ตามบันทึกของคณะบาทหลวงและพระคุณเจ้าฟร็องซัว ปาลูว์ บันทึกไว้ว่า ได้สร้างในปี พ.ศ. 2205 หลังจากท่านมาเมืองไทยได้สามปี และมีภาพประกอบแสดงไว้ด้วย โดยมีภาพประกอบแสดงไว้ในหนังสือของท่าน ที่เขียนในปี พ.ศ. 2210-2211 ก็ปรากฏรูปโบสถ์แล้ว

ข้อมูลอีกแหล่งหนึ่ง ในพงศาวดาร ฉบับที่ 32 ที่จัดทำขึ้นภายหลังสมัยหมอบรัดเลย์ มีข้อมูลว่า สร้างขึ้นครั้งแรกหลังขอพระราชทานที่ดิน ซึ่งเป็นที่นาชั้นดี ริมคลองด้านท้ายเกาะ ในราวปี พ.ศ. 2209 ครั้งแรกทำเป็นเรือนไม้ขึ้นก่อนสองหลัง ก่ออิฐด้านล่าง ยกพื้นสูงเพราะน้ำท่วมเสมอ และอาคารหนึ่งมีสองชั้น หลังคากระเบื้อง อีกอาคารหลังคาดินเผา ที่เหตุใช้หลังคากระเบื้องเพื่อกันไฟ เพราะมีเอกสารการสอน และตำราต่างๆ อาคารทั้งสอง ทำหน้าที่โบสถ์ ในชั้นบน และมีการเรียนการสอน และเป็นที่อยู่อาศัยบาทหลวงส่วนหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ในการบันทึกของบาทหลวงฟร็องซัว-ตีมอเลอง เดอ ชัวซี ที่เข้ามาพร้อมกับคณะทูต กล่าวชมโดยสรุปว่า วัดนี้มีนักเรียนจากนานาประเทศเข้าศึกษา การจัดการดีมาก นักเรียนชาวญวนและเขมรอ่านภาษาละตินได้ดี มีไทยและมอญด้วยเช่นกัน กิจการเจริญดี น่าจะได้ก่อสร้างแบบก่ออิฐถือปูนในอนาคต และในเวลานั้น บันทึกไว้ในวันอาทิตย์ที่ 21 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2228 ก็ยังไม่ได้ก่อสร้างเป็นอิฐ

แต่ในข้อมูลแหล่งอื่นในประเทศไทยแสดงว่าก่อสร้างครั้งแรกหลังจากนั้นมาก เกือบ 20 ปี (โดยข้อมูลแสดงว่าเป็นอาคารไม้ สร้างเมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2228) และได้ปรับปรุง บูรณะเรื่อยมาจนกระทั่งเป็นหลังปัจจุบัน คือ หลังที่ 4 ในปี พ.ศ. 2426 โดยมีคุณพ่อแปร์โร อธิการโบสถ์ในขณะนั้น และโจอาคิม แกรซี สถาปนิกชาวอิตาลีร่วมกันออกแบบ ตัวโบสถ์เป็นสถาปัตยกรรมฟื้นฟูโรมาเนสก์ มีหอระฆัง 1 หอ ซึ่งคล้ายคลึงกับรูปแบบโบสถ์คาทอลิกไทยทั่ว ๆ ไป เช่น วัดซางตาครู้ส วัดคอนเซ็ปชัญ ฯลฯ

วัดนักบุญยอแซฟ ถือเป็นศูนย์กลางของคริสตชนชาวสยามในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีประวัติมาตั้งแต่ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อปีแยร์ ล็องแบร์ เดอ ลา ม็อต กับฟร็องซัว ปาลูว์ ได้เข้ามาทูลขอสร้างโบสถ์คริสต์และโรงเรียน สมเด็จพระนารายณ์จึงทรงพระราชทานที่ดินแปลงหนึ่งให้ ซึ่งภายหลังเป็นที่รู้จักกันในสมัยนั้นว่า “ค่ายนักบุญยอแซฟ” จนถึงการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง โบสถ์ได้ถูกเผาทำลายและถูกปล้นสะดมทรัพย์สินไปหมด บาทหลวงฌ็อง-บาติสต์ ปาลกัว จึงได้กลับมาบูรณะโบสถ์อีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2374 และโบสถ์หลังปัจจุบันคือในสมัยคุณพ่อแปร์โร ที่ได้ทำพิธีเสกในวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2426 โบสถ์ได้ทำการบูรณะครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2547 ปัจจุบันตัวโบสถ์หลังปัจจุบันนี้มีอายุแล้วกว่า 137 ปี
วิหารพระมงคลบพิตร
ตั้งอยู่ที่ตำบลประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทางทิศใต้ของวัดพระศรีสรรเพชญ์ มีจุดเด่นที่สำคัญคือ เป็นวิหารเก่าแก่ในเขตกำแพงเมือง ที่ได้รับการบูรณะอย่างดี ภายในวิหารมีพระมงคลบพิตร พระพุทธรูปประธานขนาดใหญ่ที่เสียหายตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง แต่ได้รับการบูรณะใหม่ทั้งหมด ด้วยทองสำริดหุ้มทองตามปัจจุบัน
สันนิษฐานกันว่า สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นราวแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โดยตามพงศาวดารวิหารพระมงคลบพิตรนั้น เดิมประดิษฐานอยู่ด้านทิศตะวันออกของ พระราชวังหลวง บางคนสันนิษฐานว่า เคยประดิษฐานอยู่กลางแจ้งที่วัดชีเชียงมาก่อน ในปี พ.ศ. 2146 สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมโปรดฯ ให้ชลอมาไว้ทางด้านทิศตะวันตก แล้วให้สร้างมณฑปขึ้นครอบไว้ โดยมีหลักฐานจากภาพวาดของชาวตะวันตกที่เข้ามาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองว่าเป็นรูปร่างคล้ายๆมณฑป

ต่อมาในปี พ.ศ. 2246 สมัยสมเด็จพระเจ้าเสือ ยอดมณฑปต้องอสนีบาต (ฟ้าผ่า) ไฟไหม้เครื่องบนมณฑปหักพังลงมาต้องพระเศียรหัก สมเด็จพระเจ้าเสือ จึงโปรดฯ ให้แปลงมณฑปเป็นวิหารแต่ยังคงส่วนยอดของมณฑปไว้ แล้วซ่อมพระเศียรพระพุทธรูปใหม่ กระทั่งในรัชกาล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ใหม่หมด เปลี่ยนหลังคาคล้ายในปัจจุบัน เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งสุดท้ายวิหารและพระพุทธรูปถูกไฟไหม้ ชำรุดทรุดโทรม เครื่องบนวิหารหักลงมาต้องพระเมาฬี และพระกรข้างขวาหัก

ในปี พ.ศ. 2474 พระยาโบราณราชธานินทร์ ตำแหน่งสุมุหเทศาภิบาลมณฑลอยุธยา คุณหญิงอมเรศร์สมบัติกับพวก ได้ขอยื่นเรื่องซ่อมแซมวิหาร แต่รัฐบาลไม่อนุญาต เนื่องจากต้องการที่จะรักษาตามแบบอย่างทางโบราณคดี โดยจะออกแบบให้ปูชนียสถานกลางแจ้งเหมือนไดบุซึของญี่ปุ่น แต่ด้วยเวลานั้นรัฐบาลยังไม่มีงบประมาณพร้อมในการดำเนินการ

ต่อมาในปี พ.ศ. 2499 รัฐบาลสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงได้เริ่มการบูรณปฏิสังขรณ์พระวิหารและองค์พระพุทธเสียใหม่ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ในคราวบูรณะพระมงคลบพิตรในปี พ.ศ. 2500 กรมศิลปากรได้พบพระพุทธรุปบรรจุไว้ในพระอุระด้านขวา เป็นจำนวนมาก ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม
วัดภูเขาทอง
เป็นวัดเก่าแก่ที่สำคัญในอยุธยางดงามด้วยโบราณสถานคือเจดีย์ภูเขาทองสีขาว โดดเด่นมองเห็นได้ในระยะไกล มีบันไดสีขาวทอดยาวไปถึงยอดพระเจดีย์ มีระเบียงที่สามารถชมวิวท้องทุ่งนาได้ วัดภูเขาทอง ตั้งอยู่นอกเกาะเมืองอยุธยา ประมาณ 2 กิโลเมตร มีเจดีย์ภูเขาทอง ซึ่งเป็น มหาเจดีย์สำคัญ ความสูงประมาณ 90 เมตร เป็นเจดีย์ที่สูงใหญ่ตั้งอยู่กลางทุ่งนา สามารถมองเห็นได้ในระยะไกล ด้านหน้าวัดมีพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรทรงม้ายิ่งใหญ่งดงามอลังการ มีไก่เฝ้าทางตัวใหญ่ด้านหน้า สามารถจอดลงเพื่อสักการะบูชาได้
ประวัติของวัดภูเขาทอง พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองเป็นผู้สร้างเมื่อพ.ศ. 2112 คราวยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาในเวลาที่ประทับอยู่พระนครศรีอยุธยาได้สร้างพระเจดีย์ภูเขาทองใหญ่ แบบมอญขึ้นไว้เป็นที่ระลึกเมื่อคราวรบชนะไทย โดยรูปแบบของฐานเจดีย์มีลักษณะคล้ายกับแบบมอญพม่า สันนิษฐานว่าสร้างเจดีย์องค์นี้ขึ้นเพื่อชัยชนะแต่ทำได้เพียงรากฐานแล้วยกทัพกลับ ครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกอบกู้เอกราชกลับคืนมา เมื่อพ.ศ. 2127 จึงโปรดเกล้าฯให้สร้างเจดีย์แบบไทยไว้เหนือฐานแบบมอญ และพม่าที่สร้างเพียงรากฐานไว้ ณ สมรภูมิทุ่งมะขามหย่อง ฝีมือช่างมอญเดิมจึงปรากฏเหลือเพียงฐานทักษิณส่วนล่างเท่านั้น เจดีย์ภูเขาทองจึงมีลักษณะสถาปัตยกรรมสองแบบผสมกัน
องค์เจดีย์มีสีขาวขนาดใหญ่ มีบันไดทอดยาวไปสู่ยอดพระเจดีย์ ระหว่างทางขึ้นสามารถเดินรอบเจดีย์ในแต่ละชั้นได้ ชั้นบนสุดของพระเจดีย์ มีการทาสีทองบริเวณช่องเจดีย์ มีรูปสลักของท้าวเวสสุวรรณภายในช่องของเจดีย์ให้กราบไหว้ขอพร

Share:

Facebook
Peugeot

Related Posts

77 Iconic Of​ Siam By PEUGEOT DJANGO : สกลนคร

จ้าสิงโตจะพาไปเที่ยวจังหวัดสกลนคร เมืองรองแห่งภาคอีสานที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยว ธรรมชาติ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่น่าสนใจไม่แพ้จังหวัดอื่นแน่นอน พร้อมแล้วก็ตามเจ้าสิงโตไปกันเล๊ยยย

77 Iconic Of​ Siam By PEUGEOT DJANGO : นครพนม

จ้าสิงโตจะชวนไปขี่รถเที่ยวชมวัฒนธรรม เรียนรู้ตำนานโบราณ กราบปูชนียสถานคู่บ้าน ณ เมืองริมโขงบอกเลยว่าไปเที่ยวกับเจ้าสิงโต ไม่มีผิดหวังแน่นอน

77 Iconic Of​ Siam By PEUGEOT DJANGO : มุกดาหาร

วันนี้เจ้าสิงโตจะพาไปเยือนมุกดาหาร เมืองสวยริมฝั่งโขง ที่มีความเงียบสงบและความเชื่อเกี่ยวกับพญานาค มีสถานที่ Unseen สวยๆโดยเฉพาะรูปปั้นพญานาค

77 Iconic Of​ Siam By PEUGEOT DJANGO : กาฬสินธุ์

วันนี้เจ้าสิงโตจะพาไปเที่ยวอีกหนึ่งจังหวัดเล็ก ๆ ในภาคอีสานบ้านเรา ที่เป็นต้นกำเนิดของยุคไดโนเสาร์ และยังมีสถานที่น่าสนใจอีกเพียบ พร้อมแล้วก็ตามเจ้าสิงโตไปเที่ยวกาฬสินธุ์ถิ่นไดโนเสาร์พร้อมกันเลยเด้ออ้ายยย

Shopping Basket